เนื้อเรื่อง
ในเมืองโตเกียว ริวเฮย์ เป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นทั่วๆ ไป แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับถูกปลดออกจากงานอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาตัดสินใจไม่บอกเรื่องนี้กับภรรยาของเขา เมงุมิ และลูกชายทั้งสอง ทาคาชิ และ เคนจิ ริวเฮย์ ยังคงแสร้งทำเป็นออกจากบ้านไปทำงานทุกวันเช่นเคย
ริวเฮย์ รู้สึกกดดันอย่างหนัก เมื่องานที่หาได้ตอนนี้มีแต่งานรายได้ต่ำกว่าที่เขาเคยทำมามาก แต่ในที่สุด เขาก็จำต้องรับงานเป็นภารโรงที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขาต้องทำความสะอาดพื้นและล้างห้องน้ำ แม้จะเป็นงานที่ทำให้เขาอับอาย แต่ ริวเฮย์ ก็จำเป็นต้องก้มหน้ารับชะตากรรม เคนจิ ลูกชายคนเล็กก็มีความลับของตัวเองเช่นกัน เนื่องจากพ่อไม่อนุญาตให้เขาเรียนเปียโน เขาจึงแอบไปเรียนเอง โดยนำเงินค่าอาหารกลางวันของตัวเองไปจ่ายเป็นค่าเรียน ขณะที่พี่ชายวัยรุ่นของเขา ทาคาชิ ก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ ด้วยการเข้ารับราชการเป็นทหาร
เมงุมิ ผู้เป็นแม่บ้าน เฝ้ามองครอบครัวของเธอและเห็นความลับต่างๆ ค่อยๆ เผยตัวออกมา ในหัวใจของเธอเองก็เต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง ครอบครัว ซาซากิ จะประคับประคองกันและกันไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์
ข้าพเจ้าคิดว่าภาพยนตร์เรื่อง Tokyo Sonata เป็นภาพยนตร์ที่ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตสำหรับผู้คนยุคนี้ ที่รูปแบบชีวิตเต็มไปด้วยความเครียดและการแข่งขัน พร้อมๆกับ การที่จะถูกเลย์ออฟได้ในแต่ละวัน นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหา 'ห่วงหน้า' เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ได้มาจากปมทางจิตเพียงเท่านั้น แต่มาจาก สภาพสังคมที่หล่อหลอมให้สมาชิกในสังคม ต้องมีเศรษฐานะ มีหน้ามีตา สร้างภาพของคนเป็นหัวหน้าครอบครัวว่าต้องเข้มแข็ง สร้างภาพของผู้ชายว่าร้องไห้ไม่ได้ ฯลฯทำให้ปัญหาเฉพาะส่วนบุคคล ขยับขยายเป็นปัญหาระดับครอบครัวระดับสังคม ที่กำลังก่อให้เกิดปัญหากับคนอื่น ดังนั้นข้าพเจ้าจึงคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนที่ดีๆไว้เป็นอาวุธเผื่อไว้ในกรณีที่ต้องเจอเหมือน พ่อ ในเรื่อง หรือ เจอปัญหาที่เราคิดว่า แย่สุดๆ
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
-ทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่ (Structural Functionalism)
ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ เป็นทฤษฎีหลักทางสังคมวิทยา และเป็นทฤษฎีที่ทางอิทธิพลทฤษฎีหนึ่งของสังคมวิทยา นั่นหมายถึงเราสามารถใช้ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ อธิบายหรือพยากรณ์ ทำความเข้าใจ ปรากฏการณ์ทางสังคมได้อย่างชัดเจนและละเอียดในทุกระดับชั้นของสังคมโลกเป็นอย่างดี
คำว่า “โครงสร้างกับหน้าที่” ไม่ต้องใช้รวมกันก็ได้ เราสามารถแยกใช้ต่างกันได้ มาร์ก อับราฮัมสัน ได้ระบุทฤษฎีโครงสร้าง – หน้าที่ ไว้ 3 ระดับ
1. Individualistic Functionalism (หน้าที่นิยมส่วนบุคคล) = ทฤษฎีนี้เน้นที่ความต้องการผู้กระทำ (Actors) โครงสร้างหน้าที่จึงปรากฏที่หน้าที่ที่สนองตอบต่อความต้องการ
2. Interpersonal Functionalism (หน้าที่นิยมกับผู้อื่น) = ทฤษฎีนี้เน้นที่ความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationship) โดยกลไกที่ขจัดความตึงเครียดที่มีอยู่ในความสัมพันธ์นั้น ๆ
3. Societal Functionalism (หน้าที่นิยมสังคม) = ทฤษฎีนี้เน้นที่โครงสร้างทางสังคมขนาดใหญ่และสถาบันทางสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างกันและบังคับ ผลของการบังคับต่อผู้กระทำ
-ทฤษฎีความขัดแย้ง
ทฤษฎีความขัดแย้ง เป็นทฤษฎีที่มีรากฐานของสมมุติฐานที่ว่าสังคม คือ ระบบที่มีลักษณะซับซ้อนของความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) และความขัดแย้ง (Conflict) ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Macionis 1993 : 19) ทฤษฎีความขัดแย้งทางสังคมเป็นทฤษฎีที่สนับสนุนให้ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่มีความสมบูรณ์ขึ้น กล่าวคือ ทฤษฎีความขัดแย้งทางสังคมมีแนวความคิดว่า สังคมนั้นไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่สังคมนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแบ่งแยก (Division) อันเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม นักสังคมวิทยากลุ่มความขัดแย้งทางสังคมจะพยายามค้นหาว่า ปัจจัยต่าง ๆ เช่น ชั้นทางสังคม เชื้อชาติ กลุ่มชน เพศ และอายุ มีความเกี่ยวพันกับความไม่เท่าเทียมของการกระจายทรัพยากรที่มีคุณค่าในสังคม ได้แก่ เงิน อำนาจ การศึกษา และเกียรติยศทางสังคมอย่างไร นอกจากนี้นักวิชาการในกลุ่มความขัดแย้งทางสังคมจะมองว่า ในสังคมเกิดการแข่งขันกันเพราะในสังคมมีความขัดแย้งกันอันเนื่องมาจากคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้รับผลประโยชน์และผลตอบแทนที่ไม่เท่าเทียมกัน สิ่งตอบแทนและผลประโยชน์ที่คนในสังคมได้รับมีความแตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งและหน้าที่ทางสังคม นักสังคมวิทยาในกลุ่มนี้ยังมองว่า สังคมมีความขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สังคมมีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงตามมา
ซึ่งทั้ง 2 ทฤษฎีนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าสามารถนำมาประยุกต์กับภาพยนตร์เรื่อง Tokyo Sonata วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ ได้เป็นอย่างดี
หากข้าพเจ้าเป็นพ่อ
ข้าพเจ้าจะปฏิบัติบัติต่อตนเอง ดังต่อไปนี้
1. ปล่อยวางทิฏฐิและอคติในใจ ยอมรับกับความจริง และพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ต่อไปในอนาคต
2. รู้จักที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เช่น รู้จักพูดคุย ถามสารทุกข์สุขดิบคนในครอบครัว รู้จักที่จะหากิจกรรมมาสร้างความสัมพันธ์กันในครอบครัว
3. ลดภาวะการเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือภาวะการเป็นผู้นำลง
ข้าพเจ้าจะปฏิบัติต่อภรรยา ดังต่อไปนี้
1.เล่าความจริงเรื่องที่ตกงานให้ภรรยาฟัง เพื่อที่จะได้ช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะการที่เราปกปิดความจริงเอาไว้ อาจจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
2. รู้จักที่จะดูแลเอาใจใส่ภรรยาของตนให้มากๆ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ออกไปทำงานที่บ้าน แต่เขาก็ต้องเหนื่อยมากในการทำงานบ้าน เลี้ยงดูลูก
ข้าพเจ้าจะปฏิบัติต่อลูก ดังต่อไปนี้
1. ยอมรับฟังความคิดเห็น และยอมรับฟังเหตุผลของลูกๆ มากกว่าการใช้ความคิดหรืออารมณ์ของตนเอง
2. รู้จักที่จะเอาใจใส่ลูกให้มากๆ เช่น การพูดคุยกับลูก การถามสารทุกข์สุกดิบ เช่น ที่มหาวิทยาลัย ที่โรงเรียนเป็นไงบ้าง ที่ทำงานเป็นไงบ้าง
3. ไม่ใช้ความรุนแรงกับลูก เพราะลูกอาจจะมีทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้เป็นพ่อ
3. ไม่ใช้ความรุนแรงกับลูก เพราะลูกอาจจะมีทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้เป็นพ่อ
หากข้าพเจ้าเป็นแม่
ข้าพเจ้าก็จะปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับผู้เป็นแม่ คือ คอยดูแลเอาใจใส่สามีและลูกๆ และคอยจัดการเรื่องงานบ้านทุกอย่าง และถ้าหากข้าพเจ้ารู้ความจริงที่สามีปกปิดเรื่องตกงานไว้ ข้าพเจ้าก็จะถามเหตุผลมากกว่าที่จะใช้อารมณ์ด่าทอกัน และพยายามตั้งสติ และยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคคตให้ได้
หากข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนโต
ข้าพเจ้าจะคอยเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวให้ดีขึ้น และพยายามช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวด้วยการหางานทำ และพยายามที่จะนึกถึงครอบครัวมากกว่าความชอบตนเอง เพราะต่อไปในอนาคตจะต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัวแทนผู้เป็นพ่อ
หากข้าพเจ้าเป็นลูกคนเล็ก
ข้าพเจ้าก็จะปฏิบัติบัติตัวเช่นเดียวกับลูกคนเล็ก ก็คือ การเดินตามความฝัน และทำในสิ่งที่ตนเองรักต่อไป ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้เป็นพ่อก็ตาม และข้าพเจ้าก็จะพยายามทำให้พ่อยอมรับในสิ่งที่ข้าพเจ้าชอบให้ได้
หากเป็นข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าก็จะทำไม่สร้างภาระ หรือนำเรื่องที่เดือดร้อนใจมาให้พ่อและแม่ พยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดี่ที่สุด ซึ่งก็คือ การตั้งใจเรียน เชื่อฟัง และเป็นคนดีของพ่อแม่
ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์
เราสามารถค้นพบ ความสุข ได้ ใน สภาพปัญหาสังคมที่ตกต่ำ ตราบใดก็ตามที่เราไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นเหยื่อของอัตตาที่โตมากเกินไป และ ตราบใดที่เราไม่ปล่อยให้ ภาพลักษณ์หรือศักดิ์ศรี อยู่เหนือ ความรักและครอบครัว
คำคม
-หลายๆ สิ่งที่สำคัญกว่าการรักษาหน้า นั่นคือ การรักษาครอบครัว
-คนบางคนกลัวเสียหน้า จึงปกปิดทุกๆปัญหาไว้ข้างใต้
คนบางคนห่วง รักษาหน้า เพราะ กลัวอับอาย จนไม่กล้ารับความจริง
คนบางคนเข้าใจผิดคิดว่า ศักดิ์ศรี กับ การรักษาหน้า เป็นเรื่องเดียวกัน
คนบางคนห่วง รักษาหน้า เพราะ กลัวอับอาย จนไม่กล้ารับความจริง
คนบางคนเข้าใจผิดคิดว่า ศักดิ์ศรี กับ การรักษาหน้า เป็นเรื่องเดียวกัน
คำถาม
-ถ้าหากครอบครัวของคุณประสบปัญหาครอบครัว ดังเช่นในภาพยนตร์เรื่อง Tokyo Sonata คุณจะหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไร







การพูดคุยกัน น่าจะดี
ตอบลบ